วัดเจดีย์หลวง
วัดเจดีย์หลวงเป็นที่ตั้งของ “เจดีย์หลวง” มหาเจดีย์ทรงปราสาทที่สูงใหญ่ที่สุดในกลุ่มวัฒนธรรมล้านนา กล่าวคือ สูง 80 เมตร ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 60 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สันนิษฐานว่าสาเหตุการสร้างมหาเจดีย์องค์นี้มาจากคติเรื่องการสถาปนาพระธาตุเป็นศูนย์กลางเมืองจากบ้านเมืองแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภาคกลางช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-17 ไปยังดินแดนล้านนาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ทั้งนี้คำว่า “เจดีย์หลวง” หมายถึง เจดีย์ขนาดใหญ่ เอกสารประวัติศาสตร์หลายฉบับกล่าวสอดคล้องกันว่าพระญาแสนเมืองมาแห่งราชวงศ์มังรายทรงเริ่มต้นสร้างเจดีย์นี้เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลถวายพระญากือนาผู้เป็นพระราชบิดา ทว่ายังไม่ทันแล้วเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน พระนางติโลกจุฑามหาเทวี พระอัครมเหสีของพระองค์จึงทรงสร้างต่อจนมาแล้วเสร็จในรัชสมัยพระญาสามฝั่งแกน ทว่าใน ชินกาลมาลินี ระบุว่าพญาผายู กษัตริย์พระองค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์มังรายทรงเป็นผู้สร้าง นอกจากนี้ยังมีตำนานระบุว่าเหตุที่วัดนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า “โชติการาม” หรือ “โชติอาราม” เพราะในกาลก่อนมีเพียงพระเจดีย์สูง ๓ ศอกประดิษฐานอยู่ ต่อมามีมนุษย์อายุ 120 ปีนำผ้าห่มชุบน้ำมันจุดไฟให้ลุกโชติช่วงถวายเป็นพุทธบูชา นำมาซึ่งคำทำนายว่าในอนาคตข้างหน้าที่แห่งนี้จะกลายเป็นพระอารามสำคัญ เป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ขนาดใหญ่
อนึ่ง องค์เจดีย์หลวงที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในรัชสมัยพระญาติโลกราช ตามตำนานเล่าว่าเทพบุตรซึ่งชาติก่อน คือ พระญากือนา ได้สำแดงรูปลักษณ์พระเจดีย์ให้พระญาติโลกราชทอดพระเนตรในพระสุบินนิมิต พระองค์จึงโปรดให้หมื่นด้ำพร้าคตเป็นนายช่างเอกซ่อมแปลงองค์พระเจดีย์หลวงให้ใหญ่โตโอฬารขึ้นตามพระสุบินเพื่อประดิษฐานพระบรมธาตุอันได้มาแต่ลังกาทวีป พร้อมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามเพิ่มเติม แต่ทว่าเมื่อลุถึงสมัยพระนางจิระประภามหาเทวี ราว พ.ศ. 2088 ได้เกิดพายุฝนและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เป็นเหตุให้ยอดพระธาตุหักลงเหลือแต่องค์เรือนธาตุทรงปราสาทดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้
นอกจากองค์พระมหาเจดีย์แล้ว ในวัดเจดีย์หลวงยังเป็นที่ตั้ง “เสาอินทขีล” หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ซึ่งพระเจ้ากาวิละ พระเจ้าเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงทิพย์จักร (วงศ์เจ้าเจ็ดตน) โปรดให้ย้ายจากวัดอินทขีลสะดือเมืองมาไว้ ณ วัดเจดีย์หลวงแห่งนี้ พร้อมโปรดให้ปลูกต้นยางนาอันเป็น “ไม้หมายเมืองเชียงใหม่” (ต้นไม้ประจำเมือง) รวมถึงสร้างรูปกุมภัณฑ์คู่ผู้รักษาเสาอินทขีลไว้ด้วย เรื่องเสาอินทขีลและกุมภัณฑ์ทั้ง 2 ตนมีเล่าไว้ใน ตำนานสุวรรณคำแดง ความว่าในสมัยที่เวียงเชียงใหม่ยังเป็นที่อยู่ของชาวลัวะ ครั้งนั้นชาวเมืองมีศีลธรรมเป็นอันมากจนบังเกิดบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วขึ้น พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ 2 ตนนำเสาอินทขีลจากบนสวรรค์มาพิทักษ์รักษาไว้กลางเวียง แต่ต่อมาผู้คนพากันเสื่อมจากศีลธรรม กุมภัณฑ์ทั้งสองจึงถอนเสาอินทขีลกลับขึ้นไปยังสวรรค์ตามเดิม จนภายหลังพระเถระองค์หนึ่งได้ช่วยเหลือ พระอินทร์จึงได้บอกให้ชาวเมืองจำลองเสาอินทขีลขึ้นใหม่พร้อมสร้างรูปกุมภัณฑ์ทั้งคู่ไว้ ตำนานดังได้เล่ามานี้มีบทบาทหน้าที่อธิบายความเป็นมาของ “ประเพณีเข้าอินทขีล” ประเพณีสำคัญประเพณีหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่วันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ จนถึงวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (ราว ๆ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นประจำทุกปี
นอกจากองค์พระมหาเจดีย์ เสาอินทขีล รูปกุมภัณฑ์คู่ และไม้หมายเมืองเชียงใหม่แล้ว ในวัดเจดีย์หลวงยังมีโบราณวัตถุสถานสำคัญอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่าพระวิหารซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐ พระเจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้ายโปรดให้สร้างขี้นในคราวบูรณะวัดครั้งใหญ่ พระอัฏฐารสในพระวิหารหลวง บ่อเปิงหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่สันนิษฐานว่าขุดขึ้นเพื่อเอาดินมาทำอิฐก่อองค์พระมหาเจดีย์ ส่วนในด้านการศึกษาคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายในปัจจุบัน วัดเจดีย์หลวงยังเป็นที่ตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา โดยมีรากฐานมาแต่ครั้งที่เจ้าแก้วนวรัฐทรงอาราธนาพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ขึ้นมาจำพรรษาเพื่อเริ่มจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแก่พระสงฆ์ในภูมิภาคล้านนา ณ พระอารามสำคัญแห่งนี้
เอกสารอ้างอิง
ธีรบูลย์ มิตรมโนชัย. (มปป.). องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย เรื่อง พระธาตุเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่. (ออนไลน์). ที่มา: inearts.go.th/chiangmailibrary/view/59453-องค์ความรู้—วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย-เรื่อง-พระธาตุเจดีย์หลวง-วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร-อำเภอเมืองเชียงใหม่-จังหวัดเชียงใหม่. (9 กุมภาพันธ์ 2569).
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). “เจดีย์หลวง.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (1599-1606).
สงวน โชติสุขรัตน์. (2562). ประเพณีไทยภาคเหนือ. นนทบุรี: ศรีปัญญา.
สุรพล ดำริห์กุล.. “คติพระธาตุเจดีย์ในดินแดนล้านนา.” วารสารข่วงพญา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 12 (2560): 39 – 62.
พระธาตุประจำปีเกิด
ชาวล้านนามีคติความเชื่อเรื่องสัตว์ประจำปีเกิด หรือ “ตัวเปิ้ง” สืบเนื่องมาแต่โบราณ ดังได้เล่าไว้ในตำนานกำเนิดโลกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทหลาย ๆ สำนวนว่า “ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี” มนุษย์คู่แรกของโลกสร้างสัตว์ ๑๒ ชนิดแรกขึ้นมาและกลายเป็นสัตว์ประจำนักษัตรทั้ง ๑๒ ขึ้น สันนิษฐานว่าความเชื่อเรื่องสัตว์ประจำปีเกิดมีที่มาจากความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์พราหมณ์-ฮินดูอันส่งอิทธิพลให้กลุ่มวัฒนธรรมไทย มอญ พม่ารวมกับความเชื่อเรื่องสัตว์ประจำปีนักษัตรจากวัฒนธรรมจีน จะแตกต่างกันก็เฉพาะ “ปีกุน” ซึ่งในล้านนาถือเป็น “ปีกุญ (ชร)” หรือ “ปีช้าง” ไม่ใช่ปีหมูเหมือนกลุ่มวัฒนธรรมอื่น
เมื่อความเชื่อดั้งเดิมนี้ผสานเข้ากับพุทธศาสนา โดยเฉพาะคติเรื่องการบูชาพระธาตุ จึงนำมาซึ่งคติการบูชาพระธาตุประจำปีเกิด ทั้งนี้ชาวล้านนาเชื่อว่าก่อนที่วิญญาณแต่ละดวงจะได้มาปฏิสนธิจะต้องไปอาศัยพำนักกับพระธาตุประจำปีเกิดของตนเพื่อรอให้เจตสิก (ในที่นี้หมายถึง ดวงจิต) ของบิดามารับไปสู่ครรภ์มารดา ส่งผลให้พระธาตุประจำปีเกิดเป็นที่พึ่งที่ระลึกของผู้ที่เกิดปีนักษัตรนั้น ๆ ควบคู่ไปกับพระธาตุเจดีย์องค์สำคัญประจำชุมชนหรือประจำเมือง จนกระทั่งกลายเป็นประเพณีการไหว้พระธาตุในช่วงเดือน ๘ เหนือ (ราว ๆ เดือนพฤษภาคม) ของทุกปี ลำดับพระธาตุประจำปีเกิดในล้านนามีดังนี้
|
ปีนักษัตร
|
ตัวเปิ้ง (สัตว์ประจำปีเกิด) |
พระธาตุ/ปูชนียวัตถุ |
|
ปีไจ๊ (ชวด) |
หนู |
พระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ |
|
ปีเป้า (ฉลู) |
วัว |
พระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง |
|
ปียี (ขาล) |
เสือ |
พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ |
|
ปีเม้า (เถาะ) |
กระต่าย |
พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน |
|
ปีสี (มะโรง) |
นาค |
พระธาตุวัดพระสิงห์ หรือองค์พระพุทธสิหิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ |
|
ปีไส้ (มะเส็ง) |
งู |
เจดีย์พุทธคยา หรืออนุโลมให้บูชาพระศรีมหาโพธิ์และพระเจดีย์เจ็ดยอด วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ |
|
ปีสง้า (มะเมีย) |
ม้า |
พระธาตุชเวดากอง ประเทศพม่า หรืออนุโลมให้บูชาพระธาตุวัดพันเตา จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง |
|
ปีเม็ด (มะแม) |
แพะ |
พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ |
|
ปีสัน (วอก) |
ลิง |
พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม |
|
ปีเล้า (ระกา) |
ไก่ |
พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน |
|
ปีเส็ด (จอ) |
หมา |
พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แทนด้วยพระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่า หรือพระธาตุวัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ |
|
ปีไก้ (กุน) |
ช้าง |
พระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย |
สันนิษฐานว่าการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งพระธาตุประจำแต่ละปีนักษัตรมาจากความเชื่อเรื่อง “สัตว์ประจำทิศ” ในระบบทักษาปกรณ์แบบพม่า-ล้านนา เหตุเพราะคติดังกล่าวได้รับอิทธิพลเรื่องการบูชาพระธาตุของพม่าอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจอีก ๒ ประการ ประการแรก ได้แก่ พระธาตุประจำปีเกิดตั้งอยู่ในเส้นทางการค้าสำคัญของล้านนา ประกอบไปด้วย ก) เส้นทางการค้าระหว่างเมืองสำคัญต่าง ๆ ภายในอาณาจักร เชื่อมโยงเป็นวงรอบระหว่างกันตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 – 22 จากเมืองเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่และน่าน เชื่อมโยงไปสู่ ข) เส้นทางการค้าจากอาณาจักรล้านนาสู่อ่าวเบงกอล ผ่านเมืองย่างกุ้งและหัวเมืองมอญไปยังปากแม่น้ำอิรวดีออกสู่ทะเล ตลอดจน ค) เส้นทางการค้าจากอาณาจักรล้านนาสู่ลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านไปทางเมืองนครพนม ส่วน ประการที่ ๒ ได้แก่ คติเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดถูกขับเน้นยิ่งขึ้นเพื่อการสร้างเครืองข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมระหว่างล้านนากับพม่า และล้านนากับอีสานหลังจากที่ล้านนาและอีสานได้รับการผนวกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรสยาม ส่วนพม่าก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
ยิ่งไปกว่านั้น คติเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดนี้ยังแสดงความคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับพุทธศาสนาของล้านนาที่ “เชื่อมโยงโดยตรง” กับต้นกำเนิด ได้แก่ พุทธคยาอันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และคติเรื่องพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีที่เจ้าชายสิทธัตถะทรง” ปลงออกเมื่อออกมหาภิเนกษกรมณ์ (ออกบวช) และเป็น “หมุดหมายทางศรัทธา” ที่ชาวพุทธในวัฒนธรรมไท-ไทย เชื่อกันว่าหากกระทำความดีด้วยกาย วาจา ใจ แม้ยังมิได้บรรลุมรรคผลใด ๆ เมื่อสิ้นชีวิตลงจะได้ไปนมัสการพระธาตุเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และไปสู่สุคติภพ
ทุกวันนี้คติเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดไม่เพียงแต่ยังคงสำคัญในสังคมล้านนาเท่านั้น ทว่ายังขยายขอบเขตความเชื่อลงไปยังชาวไทยในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศกลายเป็นกระแสการแสวงบุญเพื่อนมัสการพระธาตุของคนแต่ในปีนักษัตรเพื่อความเป็นสิริมงคล จนเรียกได้ว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง
รายการอ้างอิง
เธียรชาย อักษรดิษฐ์. (2545). ชุธาตุ: บทบาทและความหมายของพระธาตุในอนุภูมิภาคอุษาคเนย์ กรณีศึกษาความเชื่อเรื่องพระธาตุปีเกิดในล้านนา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิภาคศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2537). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มนวัธน์ พรหมรัตน์. “ชุธาตุ: เศรษฐกิจ การเมืองและศาสนา ในสังคมล้านนายุคเปลี่ยนผ่าน.” มนุษยศาสตร์สังคมปริทัศน์ 2,2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2557): 17-41.
ศรีเลา เกษพรหม. “(2542). “พระธาตุ.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (4367-4373).
